เมืองราชคฤห์สมัยพุทธกาล (ภาพวาด)

เมืองราชคฤห์  เป็นอีกเมืองที่ได้มีโอกาสไปเยือน  ในทริปสังเวชนียสถาน  จึงเป็นเมืองที่มี
โอกาสได้ไปบ่อยๆ  การเดินทางสามารถเดินทางด้วยรถไฟจากกโกลกาตาใช้เวลาประมาณ
10 ชั๋วโมง  ทุกครั้งจึงเลือกเดินทางตอนกลางคืน  เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาค่ะ 
หลายครั้ง
อีกเหมือนกันที่มะนาวหวานต้องพาเพื่อนๆ  นั่งรถโค๊ชมจากเมืองโกลกาต้ามา 
เพราะไม่สะดวกที่จะขนของมากมายขึ้นรถไฟ  ส่วนใหญ่ของที่ขนไปจะเป็นอาหารแห้งสำหรับ
ถวายพระธรรมทูต  ที่ประจำอยู่ที่วัดไทยในอินเดีย  มะนาวหวานจะจัดไปถวายทุกวัด 
และขนไปทุกอย่างที่นึกได้ค่ะ  ไม่ว่าจะเป็นมะขามเปียก  กะทิ  กุนเชียง ปลาเค็ม ปลาร้า 
แม้กระทั้งครกหิน ก็ยังเคยขนไปตามคำขอของแม่ชีบัวจันทร์แห่งวัดไทยเชตวันฯ เมืองสาวัตถี
ซึ่งจะเล่าให้ฟังในตอนต่อๆ ไปส่วนใหญ่ถ้านั่งรถบัสนี่  เราจะมาถึงเมืองราชคฤห์เอาตอนตี 3-
ตี 5  เวลาเดินทางในอินเดีย  เอาแน่เอานอนอะไรไม่ได้จริงๆ 
แม้จะยังเช้าอยู่มากแต่ก็มียาม
ของวัดรีบวิ่งมาเปิดประตูและไปตามพระอาจารย์ในวัดไทยสิริราชคฤห์มาต้อนรับคณะเรา
 
ให้เข้าพักผ่อนอาบน้ำ รอเวลา  ฟ้าสาง  หลายต่อหลายครั้งที่ต้องรื้อของ  อาบน้ำกันในความมืด
เนื่องจากไฟฟ้าดับ ซึ่งเป็นเรื่องปกติของประเทศอินเดีย  ไม่ดับซิคะถือเป็นเรื่องอัศจรรย์

ถึงแม้ราชคฤห์จะไม่ได้เป็นสังเวชนียสถาน ๔ ตำบล  แต่ก็นับเป็นพุทธสถานและมีความสำคัญ
ไม่น้อยกว่าที่อื่นๆ เพราะพระพุทธเจ้าทรงเลือกเมืองนี้ให้เป็นศูนย์กลางเผยแผ่พระพุทธศาสนา
เป็นครั้งแรก
วัดแห่งแรกในพระพุทธศาสนาก็เกิดที่เมืองนี้ 


พระสาวกผู้ใหญ่ที่เป็นกำลังที่รักษาสืบต่อพระพุทธศาสนาก็มีภูมิลำเนาอยู่ในเมืองนี้
และที่สำคัญที่สุด ภายหลังพุทธปรินิพพานแล้ว พระพุทธศาสนาก็ได้แผ่กระจายไปทั่วโลก
ก็เพราะพระมหากษัตริย์ผู้ปกครองแคว้นมคธซึ่งย้ายไปจากเมืองราชคฤห์นครแห่งพระราช
ผู้ทรงธรรมนี้เอง


ความสำคัญของเมืองราชคฤห์

๑. เป็นเมืองที่พระพุทธเจ้าทรงเลือกประดิษฐานพระพุทธศาสนาเป็นครั้งแรก
๒. วัดแห่งแรกในพระพุทธศาสนา คือ วัดพระเวฬุวันเกิดขึ้นที่เมืองนี้
๓. เป็นสถานที่อุปสมบทของพระอัครสาวกทั้งสองรูป คือ พระสารีบุตร พระโมคคัลลานะ
๔. เป็นสถานที่ทำการสังคายนาครั้งที่ ๑ 
 
มืองราชคฤห์ในปัจจุบัน  ปัจจุบันเรียกตามภาษาท้องถิ่นว่า ราชคีร์(Rajgir)
อยู่ในเขตอำเภอนาลันทา รัฐพิหาร ห่างจากปัตนะเมืองหลวงรัฐพิหารประมาณ ๑๐๐ กิโลเมตร
และห่างจากคยาประมาณ ๗๐ กิโลเมตร 

ภายในตัวเมืองเก่าไม่มีผู้คนอาศัยอยู่ แต่ภายนอกด้านทางไปนาลันทา เป็นชุมชนใหญ่
และภายในเมืองราชคฤห์นั้นเต็มไปด้วยโบราณสถานต่างๆ มากมาย และอยู่ในสภาพที่ดี
 
เช่นพระคันธกุฎีบนยอดเขาคิชฌกฏ คุกขังพระเจ้าพิมพิสาร โรงพยาบาลหมอชีวก
และวัดพระเวฬุวัน วัดแห่งแรกในพระพุทธศาสนา



ทางเดินขึ้นคิชกูฎ  เดินไม่ยาก

หลังจากรับทานอาหารเช้าเสร็จ  เราควรขึ้นไปมนัสการมูลคันธกุฎี บนยอดเขาคิชกูฎ
กันก่อน  เพราะแดดยังไม่ร้อน  ระยะทางก็ไม่ใกล้ไม่ไกลค่ะ ราว 750 เมตร  ทางไม่ลาด
ชัน  เดินกันได้ชิว ชิว  อยู่แล้ว  ใครรู้ตัวไม่ไม่ชิวก็มีเสลี่ยงไว้บริการ  อัตราค่าหามก็คนละ
800 รูปี ขาดตัว

ครั้งแรกที่ไปเยือนเขาคิชกูฎเป็นฤดูฝน ทิวทัศน์รอบๆ เขาคิชกูฎหลังฝนตกนี่เขียวชอุ่มไป
หมดเห็นภาพอย่างนี้แล้วความเหนื่อยอ่อนหายไปกันหมดเลยค่ะ
 ไม่นานนักพวกเราก็เดินขึ้น
มาจนถึงยอดเขาคิชกูฎ
  


นี่ไงคะ มูลคันธกุฎี หรือกุฏิของพระพุทธเจ้าที่เคารพรักของเรา 

พักผ่อนกันจนหายเหนื่อย  หายใจ หายคอเป็นปกติแล้วพระอาจารย์ที่เรานิมนต์มาจาก
วัดไทยสิริราชคฤห์ ก็บรรยายให้ทราบถึงความเป็นมาตั้งแต่อดีตสมัยพุทธกาล  จนถึงเดี๋ยวนี้ 
จากนั้นท่านจึงนำพวกเราสวดมนต์ กล่าวคำบูชา ทักษิณา รอบๆ มูลคันธกุฎี และปิดท้าย
ด้วยการนั่งสมาธิภาวนาเป็นการบูชาพระองค์ด้วยการปฏิบัติ
  ตลอดเวลาจะมีชาวอินเดีย
ทำหน้าที่เหมือนมรรคทายกคอยอำนวยความสะดวกทุกอย่าง
  ใครไปก็อย่าลืมให้เงินเค้าบ้าง
ซัก
10 รูปีก็ยังดีค่ะ


พระอาจารย์นำสวดมนต์ กล่าวคำบูชา

เดินทักษิณา 3 รอบ  ระหว่างเดินสวดอิติปิโสฯ

เสร็จพิธีแล้วพระอาจารย์ก็นำพวกเราเดินลงค่ะ  ระหว่างทางลงเราควรแวะนมัสการถ่ำพระสารี-
บุตรและถ่ำพระโมคลา  พระอัครสาวกเบื้องซ้ายและเบื้องขวาของพระพุทธเจ้า 

 
ถ่ำพระสารีบุตร ที่นี่ท่านให้อธิฐานขอให้มีปัญญา

ทางซ้ายมือของทางลงเชิงบันใด  จะพบถ่ำเล็กๆ  มีร่องรอยการปิดทองเหลืองอร่ามไปหมด
ถ่ำนี้คือถ่ำพระสารีบุตร  เนื่องจากพระอัครสาวกท่านนี้เป็นพระอรหันต์ผู้มีปัญญามาก  พวกเรา
จึงพากันอธิฐานขอให้มีสติปัญญาดี  อยู่ทุกเมื่อ ทุกชาติ ทุกภพ ค่ะ

ลงมาอีกไม่ไกลจะพบถ่ำอีก 1 ถ่ำอยู่ซ้ายมือเช่นเดียวกัน  ถ่ำนี้คือถ่ำของพระโมคลาพระอรหันต์
ผู้มีฤทธิ์เหาะเหินเดินอากาศได้  ณ. ถ่ำนี้ให้อธิฐานขอพรให้มีกำลังใจ แข็งแรง ไม่เจ็บไข้ได้ป่วย

ในบริเวณใกล้ๆ กันนั้น  ทางซ้ายมืออีกเช่นกันจะมีหน้าผาสูงๆ  ที่ตรงนี้คือพระเทวทัตกลิ้งหินลง
มาใส่พระพุทธเจ้า ทำให้พระพุทธองค์ถึงกับห้อพระโลหิต  บาปกรรมครั้งนั้นส่งผลให้พระเทวทัต
ยังรับเคราะห์กรรมอยู่ในนรกภูมิจนถึงทุกวันนี้

ในบริเวณใกล้ๆ กันยังมีสถานที่ๆ  ควรเยี่ยมชมอีกหลายแห่งค่ะ อย่างเช่น ที่เห็นในภาพด้านล่าง
ชีวกัมพวัน   ซึ่งเป็นโรงพยาบาลแห่งแรกในพระพุทธศาสนา 

หมอชีวกได้รับแต่งตั้งให้เป็น  แพทย์ประจำราชสำนัก หมอชีวก หรือ "ชีวกโกมารภัจจ์"
เป็น บุตรของนางสาลวตี ซึ่งเป็นหญิงนครโสเภณีประจำ กรุงราชคฤห์ เมื่อนางคลอดลูกออกมา
เป็นชายก็ได้นำไปทิ้งยังกองขยะ ต่อมาอภัยราชกุมารไป
  พบเข้าจึงนำไปเลี้ยงไว้ในวัง และ
ให้ไปศึกษาวิชาแพทย์ที่เมืองตัก-กสิลา นครหลวงแห่งแคว้นคันธาระ
  เมื่อจบออกมาก็เป็น
หมอใหญ่ที่มีชื่อเสียงมาก
หมอชีวกผู้นี้ได้มีโอกาสถวายการรักษาพระพุทธองค์
เมื่อครั้งที่พระเทวทัตกลิ้งหินใส่จนห้อพระโลหิต  
ปัจุบันมีลักษณะเป็นลานกว้างมีหินก่อไว้พอ
สังเกตุได้ว่าเป็นห้อง ๆ
  มีรั้วรอบขอบชิด 



พระสถูปนี้สร้างขึ้นเพื่อแสดงตำแหน่งที่พระเจ้าพิมพิสารได้พบกับฤษีสิทธัตถะเมื่อแรกออก
บวช แล้วทางชวนให้อยู่เป็นฆารวาสแล้วจะมอบสมบัติให้กึ่งหนึ่ง แต่พระพุทธองค์ทรงไม่รับข้อ
เสนอนั้น

นี่แหละค่ะคุกพระเจ้าพิมพิสาร  ว่ากันว่าที่นี่เคยเป็นคุกที่พระโอรสใช้ขังพระเจ้าพิมพิสาร จน
สวรรคต จุดที่เป็นแอ่งน้ำมีการขุดพบโซ่ตรวน จึงเชื่อกันว่าเป็นจุดที่พระเจ้าพิมพิสารสวรรค์คต
จากจุดนี้สามารถมองเห็นกุฎีของพระพุทธเจ้าบนเขาคิชกูฎได้
 
รอยเกวียนโบราณมากกว่า 2500ปี เป็นข้อพิสูจน์ว่าอณาจักรมคธในสมัยนั้นรุ่งเรืองแค่ไหน
  
 
นอกจากสถานที่ๆ นำชมข้างต้นแล้ว ณ. เมืองราชคฤห์ยังเป็นที่ตั้งของวัดเวฬุวันอันเป็นวัด
แห่งแรกในศาสนาพุทธ ซึ่งพระเจ้าพิมพิสารเป็นผู้สร้างไว้ให้แก่พระพุทธองค์
และพระพุทธองค์ทรงจำพรรษาอยู่ที่นี่ถึง
6 พรรษา
  เดี๋ยวขอยกไว้ต่อตอนหน้าแล้วกันค่ะ
จะพาชมธารน้ำร้อนตโปทาราม วัดเวฬุวัน  และเมืองนาลันทา

ขอบคุณที่แวะเข้ามาเยี่ยมชมนะคะ

 
                                                                               ชามะนาว      

 

 

 

Comment

Comment:

Tweet

ขอบคุณมากเช่นกันค่ะ คุณ Livat big smile

#6 By ชบา on 2010-01-19 06:56

คุณบูล เลอสง่า
นับถือในความรอบรู้ และความใฝ่ในธรรมของคุณมากๆ เลยค่ะ
ขอบคุณมากเป็นพิเศษสำหรับความรู้ที่นำมาเพิ่มตอนท้ายนะคะ
big smile

#5 By ชบา on 2010-01-19 06:55

คุณ"เจ้าโมชิฯ"
การไปนมัสการสังเวชนียสถาน ทั้งสี่ ก็เหมือนกับที่คนอินเดียได้ไปล้างบาปที่คงคา
หรือชามอิสลามได้ไปเมกกะ

เราคนพุทธครั้งหนึ่งในชีวิตควรไปสังเวชนียสถานสักครั้ง
ขอให้สมหวังนะคะ

#4 By ชบา on 2010-01-19 06:53

เคยไปเขาคิชกูฎ นานมาแล้วแต่ไม่รู้ว่ามีหลายสิ่งที่ค้นพบ น่าไปเที่ยวเนอะป่าเขียวดีจัง ขอบคุณสำหรับคอมเม้นท์ค่ะopen-mounthed smile

#3 By on 2010-01-19 00:00

นี้คงจะเป็น สถานที่ที่ควรเห็นและควรเกิดความสังเวชแก่กุลบุตรผู้มีศรัทธา ว่าพระตถาคตได้ประกาศอนุตตรธรรมจักรให้เป็นไปแล้ว ณ ที่นี้ Hot! Hot!

ขอบคุณสำหรับ สถานที่ท่องเที่ยวที่ดีครับ ผมมี พุทธวจนะที่พระตถาคตตรัสแก่พระอานนท์ ที่ระหว่างต้นสาละคู่ในที่ปรินิพพาน เกี่ยวกับสังเวชนียสถานภายหลังพุทธปรินิพพาน มาแลกเปลี่ยนเพื่อความสมบูรณ์ของบล็อคนี้ครับ

------------------

“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! แต่ก่อนนี้ ภิกษุทั้งหลายที่จำพรรษาในทิศต่าง ๆ แล้วย่อมมาเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า

พวกข้าพระองค์ทั้งหลาย ได้มีโอกาสเห็นภิกษุทั้งหลายผู้น่าเจริญใจเหล่านั้นได้มีโอกาสเข้าพบปะภิกษุทั้งหลายผู้น่าเจริญใจเหล่านั้น

ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าล่วงลับไปแล้ว พวกข้าพระองค์ทั้งหลายย่อมหมดโอกาสที่จะได้เห็น หรือได้เข้าพบปะภิกษุทั้งหลายผู้น่าเจริญใจเหล่านั้นอีกต่อไป”

พระอานนท์ กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าในวันปรินิพพาน

ดูก่อนอานนท์! สถานที่ที่ควรเห็นและควรเกิดความสังเวชแก่กุลบุตรผู้มีศรัทธา มีอยู่ ๔ ตำบล

๔ ตำบลอะไรเล่า?
ดูก่อนอานนท์!

สถานที่ที่ควรเห็นและควรเกิดความสังเวชแก่กุลบุตรผู้มี
ศรัทธา ว่าพระตถาคตประสูติแล้ว ณ ที่นี้ ๑

สถานที่ที่ควรเห็นและควรเกิดความสังเวชแก่กุลบุตรผู้มีศรัทธาว่าพระตถาคตได้ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว ณ ที่นี้ ๑

สถานที่ที่ควรเห็นและควรเกิดความสังเวชแก่กุลบุตรผู้มีศรัทธา ว่าพระตถาคตได้ประกาศอนุตตรธรรมจักรให้เป็นไปแล้ว ณ ที่นี้ ๑

สถานที่ที่ควรเห็นและควรเกิดความสังเวชแก่กุลบุตรผู้มีศรัทธา ว่าพระตถาคตปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุแล้ว ณ ที่นี้ ๑

อานนท์! สถานที่ที่ควรเห็นและควรเกิดความสังเวชแก่กุลบุตรผู้มีศรัทธา มี๔ ตำบลเหล่านี้แล

อานนท์! ภิกษุทั้งหลาย หรือภิกษุณีทั้งหลาย หรืออุบาสกทั้งหลายหรืออุบาสิกาทั้งหลาย ผู้มีศรัทธา จักพากันมาสู่สถานที่ ๔ ตำบลเหล่านี้โดยหมายใจว่า

พระตถาคตได้ประสูติแล้ว ณ ที่นี้บ้าง

พระตถาคตได้ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว ณ ที่นี้บ้าง

พระตถาคตได้ประกาศอนุตตรธรรมจักรให้เป็นไปแล้ว ณ ที่นี้บ้าง

พระตถาคตได้ปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ ณ ที่นี้บ้าง ดังนี้


อานนท์! ชนเหล่าใดเที่ยวไปตามเจดียสถานจักมีจิตเลื่อมใส ทำกาละแล้ว ชนเหล่านั้นจักเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ภายหลังแต่การตายเพราะการทำลายแห่งกาย ดังนี้

บาลี มหาปรินิพพานสูตร มหา ที.๑๐/๑๖๓/๑๓๑

-----------------------

ชวนพี่ ชามะนาว ไปดูกับตาชัด ๆ ครับ

ความจริง คนเสื่อม ธรรมเสื่อม หรือศาสนาเสื่อม กันแน่!

ลองคิดเล่น ๆ ก่อนรู้ความจริงจากปากคำ พระพุทธเจ้า

พระองค์ตรัสเรื่องนี้ไว้อย่างไร ใครคือ ผู้ทำอะไรเสื่อม!

ฉายแล้ววันนี้ ธรรมจะยาตรา! ทว่า ศาสนากำลัง 0
ติดตามได้แล้วที่นี่ http://buddhatalk.exteen.com

ปล.ยินดีแลกเปลี่ยน ธรรมจาก พระตถาคต คุยกันได้ครับ ผ่าน บล็อคผม

หลังม่านสีฟ้า
บลู เลอสง่า

#2 By บลู เลอสง่า on 2010-01-18 14:52

สัครั้งหนึ่งในชีวิตโมก็อยากไปชมสังเวชนียสถานดูสักครั้งจังค่ะ

แล้วก็ต้องไม่พลาดแวะชมเมืองราชคฤห์ด้วยแน่ๆ เพราะแม้จะไม่ใช่หนึ่งในสังเวชนียสถานแต่ก็มีสถานที่สำคัญๆในศาสนา แถมวิวยังสวยมากจริงๆค่ะbig smile